วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2557

หลักภาษา

หลักภาษา


1.ภาษาไทย

2.ภาษาอังกฤษ

3.ภาษาญี่ปุ่น

คำช่วยขยายเวลา

โครงสร้างภาษา
 ในการพูดเกี่ยวกับระยะเวลา ไม่ต้องมีคำช่วย
 「ระยะเวลา」 + 「กริยา」+ます
 「ระยะเวลา」 + 「V」+ます
ตัวอย่าง (1)
①私 は 8時間 寝ます
Watashi wa hachi-jikan nemasu
ฉันนอน 8 ชั่วโมงครับ/ค่ะ
 
②テレビ を 2時間 見ます
Terebi wo ni-jikan mimasu
ดูทีวี 2 ชั่วโมงครับ/ค่ะ
 
③田中 先生 は 一週間 休みます
Tanaka sensei wa isshuu-kan yasumimasu
อาจารย์ทานากะหยุด 1 สัปดาห์ครับ/ค่ะ
 
④山田 さん は 一年間 タイ語 を 勉強 します
Yamada-san wa ichi-nen-kan tai-go wo benkyou shimasu
คุณยามาดะเรียนภาษาไทย 1 ปีครับ/ค่ะ
 
คำอธิบาย
1)โดยทั่วไป คำนามทุกๆคำในภาษาญี่ปุ่น เมื่อจะใช้ในประโยคใดๆ มักจะต้องใช้ควบคู่กับคำช่วย เพื่อระบุว่าคำนามนั้นทำหน้าที่เป็นอะไรในประโยค

แต่คำนามที่เกี่ยวกับระยะเวลา เช่น ปี เดือน สัปดาห์ วัน ชั่วโมง นาที และวินาที ไม่ต้องใช้คำช่วย
อ่านตรงนี้หน่อยนะ !!
1)ในบทนี้ จะเห็นว่ามีประโยคที่มีคำนาม 2 คำ ที่ขยายคำกริยาตัวเดียวกัน เช่น
ตัวอย่างที่ ② จะมีทั้งคำว่า "ทีวี" และ "2 ชั่วโมง" ซึ่งเป็นวลีที่ขยายคำกริยา คือ "ดู"

กรณีเช่นนี้ จะเกิดความสงสัยว่า ควรจะเรียงลำดับคำนาม 2 ตัวนี้อย่างไร คือ
テレビ を 2時間 見ます (terebi wo ni-jikan mimasu) หรือ
2時間 テレビ を 見ます (ni-jikan terebi wo mimasu)

คำตอบคือ สามารถใช้ได้ทั้ง 2 แบบ แต่จะมีความหมายแตกต่างกันเล็กน้อย คือ
คำนามที่อยู่ใกล้คำกริยา จะเป็นคำสำคัญที่ต้องการสื่อสารมากกว่า

テレビ を 2時間 見ます จึงมีความหมายว่า "ดู 2 ชั่วโมง" ส่วนคำว่า "ทีวี" เป็นวลีที่มาขยายอีกครั้งหนึ่งว่า ที่ดู 2 ชั่วโมงนั้น ดูอะไร

2時間 テレビ を 見ます จึงมีความหมายว่า "ดูทีวี" ส่วนคำว่า "2 ชั่วโมง" เป็นวลีที่มาขยายต่อว่า ดูทีวีนานแค่ไหน

ส่วนขยายกรรม

โครงสร้างภาษา
 を เป็นคำช่วยขยายคำนาม เพื่อแสดงว่าคำนามนั้นเป็นกรรมของประโยค มีรูปแบบการใช้งาน คือ
 「ประธาน」 + は + 「คำนาม」+ 「กริยา」+ます
 「N」 + は + 「N」+ 「V」+ます
ตัวอย่าง (1)
①私 は テレビ を 見ます
Watashi wa terebi wo mimasu
ฉันดูทีวีครับ/ค่ะ
 
②お父さん は 新聞 を 読みます
Otousan wa shinbun wo yomimasu
คุณพ่ออ่านหนังสือพิมพ์ครับ/ค่ะ
 
③お母さん は ご飯 を 作ります
Okaasan wa gohan wo tsukurimasu
คุณแม่ทำอาหารครับ/ค่ะ
 
④弟 は ゲーム を 遊びます
Otooto wa geemu wo asomasu
น้องชายเล่นเกมส์ครับ/ค่ะ
 
คำอธิบาย
1)を เป็นคำช่วยเพื่อขยายคำนามว่าเป็นกรรมของประโยค
2)คำนามที่เป็นกรรม จะต้องวางไว้ข้างหน้าคำกริยาเสมอ
อ่านตรงนี้หน่อยนะ !!
1)ทำไมประโยคในภาษาญี่ปุ่นจึงไม่เรียงคำเหมือนกับภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ

เช่น ฉันทานข้าว ทำไมในภาษาญี่ปุ่น จึงใช้ว่า ฉัน ข้าว ทาน
เรื่องนี้อธิบายได้ไม่ยาก

ประโยคในภาษาญี่ปุ่นมีโครงสร้างพื้นฐาน 2 ส่วน คือ 1)ส่วนที่เป็นประธาน และ 2)ส่วนที่เป็นกริยา
ประโยค "ฉันทานข้าว" มีส่วนที่เป็นประธาน คือ "ฉัน" และส่วนที่เป็นกริยา คือ "ทาน"

ในภาษาญี่ปุ่น วลีที่ขยายประธาน จะต้องวางไว้หน้าประธาน และวลีที่ขยายกริยา จะต้องวางไว้หน้าคำกริยาเสมอ
ดังนั้น "ข้าว" ซึ่งเป็นวลีที่ขยายกริยา จึงต้องวางไว้หน้าคำว่า "ทาน" นั่นเอง
2)เพื่อให้เข้าใจชัดเจนขึ้น ขอยกตัวอย่างประโยค คือ "ฉันดื่มน้ำเย็น"

คำว่า "เย็น : tsumetai" เป็นคำคุณศัพท์ขยาย "น้ำ : mizu" จึงต้องนำคำว่า "เย็น" ไปวางไว้หน้า "น้ำ"
คำว่า "น้ำเย็น" จึงต้องพูดว่า --> つめたい みず tsumetai mizu

แต่ "น้ำเย็น" ก็เป็นส่วนที่คำกริยาว่า "ดื่ม : nomimasu" ดังนั้น จึงต้องนำคำว่า "น้ำเย็น" ไปไว้หน้า "ดื่ม" อีกต่อหนึ่ง

ฉันดื่มน้ำเย็น จึงต้องพูดว่า 私 は つめたい 水 を 飲みます Watashi wa tsumetai mizu wo nomimasu

ส่วนขยายประธาน

โครงสร้างภาษา
 は เป็นคำช่วยขยายคำนาม เพื่อแสดงว่าคำนามนั้นเป็นประธานของประโยค มีรูปแบบการใช้งาน คือ
 「คำนาม」+は +「วลี」 โดยวลีจะเป็นคำนาม คำกริยา หรือคำคุณศัพท์ ก็ได้
 「N」+は +「phrase」
ตัวอย่าง (1)
①私 は 行きます
Watashi wa ikimasu
ฉันจะไปครับ/ค่ะ
 
②あなた は 誰 と 行きます か
Anata wa dare to ikimasu ka
คุณจะไปกับใครครับ/ค่ะ
 
③私 は 田中さん と 行きます
Watashi wa Tanaka san to ikimasu
ฉันจะไปกับคุณทานากะครับ/ค่ะ
 
④あなた も 行きます か
Anata mo ikimasu ka
คุณก็จะไปไหมครับ/ค่ะ
 
คำอธิบาย
1)は เป็นคำช่วยขยายประธาน โดยมีนัยยะว่าเป็นการเจาะจงพูดถึงเรื่องของประธานในประโยคเท่านั้น เช่น
ตัวอย่างที่ ① 私は行きます (watashi wa ikimasu) ฉันจะไป
  --> กำลังพูดถึงเรื่องของ "ฉัน" ว่าจะทำอะไร
ตัวอย่างที่ ⑤ 桜はきれいです (sakura wa kirei desu) ซากุระสวย
  --> กำลังพูดถึง "ซากุระ" ว่ามีลักษณะอย่างไร
ตัวอย่างที่ ⑨ これは私の傘です (kore wa watashi no kasa desu) นี่คือร่มของฉัน
  --> กำลังพูดถึง "สิ่งของชิ้นนี้" ว่าคืออะไร
2)は สามารถแทนด้วยคำว่า が ก็ได้
แต่จะมีความหมายแตกต่างไป ซึ่งจะอธิบายในบทถัดไป
3)は สามารถใช้ในประโยคที่เป็นคำกริยา คำคุณศัพท์ หรือคำนามก็ได้ เช่น
ตัวอย่างที่ ①-④ เป็นกรณีที่วลีเป็นคำกริยา
ตัวอย่างที่ ⑤-⑧ เป็นกรณีที่วลีเป็นคำคุณศัพท์
ส่วนตัวอย่างที่ ⑨-⑫ เป็นกรณีที่วลีเป็นคำนาม
อ่านตรงนี้หน่อยนะ !!
1)วิธีพูดภาษาญี่ปุ่นให้เพราะ คือ พูดคำคุณช่วยและคำนามที่ต้องการขยายให้ติดกัน เช่น
ตัวอย่างที่ 12 : あなた の 傘 は どれ です か (Anata no kasa wa dore desu ka)
ควรพูดว่า Anatano kasawa doredesuka
2)เนื่องจากคำว่า Anata no เป็นคำขยาย kasa และคำว่า wa ก็เป็นคำขยาย kasa เช่นเดียวกัน
ดังนั้น หากจะพูดให้เพราะยิ่งขึ้น ควรพูดว่า
Anatanokasawa doredesuka

โครงสร้างภาษา
 が เป็นคำช่วยขยายคำนาม เพื่อแสดงว่าคำนามนั้นเป็นประธานของประโยค มีรูปแบบการใช้งาน คือ
 「คำนาม」+が +「วลี」 โดยวลีจะเป็นคำนาม คำกริยา หรือคำคุณศัพท์ ก็ได้
 「N」+が +「phrase」
ตัวอย่าง (1)
①どれ が あなた の かばん です か
Dore ga anata no kaban desu ka
อันไหนคือกระเป๋าของคุณครับ/ค่ะ
 
②これ が 私 の かばん です
kore ga watashi no kaban desu
อันนี้คือกระเป๋าของฉันครับ/ค่ะ
 
③これ は 何 です か
kore wa nan desu ka
อันนี้คืออะไร
 
④これ は 私 の かばん です
kore wa watashi no kaban desu
อันนี้คือกระเป๋าของฉันครับ/ค่ะ
 
คำอธิบาย
1)が เป็นคำช่วยขยายประธาน โดยมีรูปแบบได้หลายอย่าง เช่น
「N」+が +「N」+です
「N」+が +「adj」+です
「N」+が +「V」
2)การใช้ が มีลักษณะคล้ายกับ は แต่มีความแตกต่าง คือ
が เป็นการกล่าวโดยทั่วไป ไม่ได้เจาะจงจะพูดถึงเรื่องประธานโดยตรง เช่น
ตัวอย่างที่ ② これ が 私 の かばん です (kore ga watashi no kaban desu) อันนี้คือกระเป๋าของฉัน
  --> ไม่มีเจตนาโดยตรงที่จะอธิบายว่า "อันนี้" คืออะไร
ซึ่งแตกต่างกับตัวอย่างที่ ④ これ は 私 の かばん です (kore ga watashi no kaban desu) อันนี้คือกระเป๋าของฉัน
  --> มีเจตนาโดยตรงที่จะอธิบายว่า "อันนี้" คืออะไร
3)私 は 行きます (Watashi wa ikimasu) ฉันจะไป
  --> มีเจตนาจะอธิบายว่า "ฉัน" จะทำอะไร
私 が 行きます (Watashi ga ikimasu) ฉันจะไป
  --> ไม่มีเจตนาเล่าว่า "ฉัน" จะทำอะไร .. เป็นเพียงเล่าว่า "ใคร" จะไป
4)กรณีที่วลีเป็น "คำคุณศัพท์" โดยทั่วไปจะใช้ が เป็นคำช่วยขยายประธาน เช่น ตัวอย่างที่ ⑨-⑫
ตัวอย่างที่ ⑨ 月 が 明るい です (Tsuki ga akarui desu) ดวงจันทร์สว่าง
อ่านตรงนี้หน่อยนะ !!
1)ผู้ที่เริ่มเรียนไวยากรณ์ญี่ปุ่น จะสับสนในการใช้คำว่า は และ が เป็นอย่างมาก

ในขั้นนี้ควรทำความเข้าใจว่า は ใช้ในกรณีที่ต้องการเจาะจงถึงประธานโดยตรง เพื่ออธิบายว่ามีประธานจะทำอะไร ประธานมีลักษณะอย่างไร

ส่วน が จะเป็นลักษณะการบอกเล่าทั่วไป เช่น ใครจะทำอะไร หรือใครเป็นอะไร เป็นต้น
โครงสร้างภาษา
 ~は~が~です เป็นประโยคบอกเล่า เพื่อแสดงว่าประธานเป็นอย่างไรหรือมีลักษณะอย่างไร โดยมีรูปแบบการใช้งาน คือ
 「ประธาน」+は +「คำนาม」+が +「คุณศัพท์」+です
 「N」+は +「N」+が +「adj」+です
ตัวอย่าง (1)
①あなた は 何 が 好き です か
Anata wa nani ga suki desu ka
คุณชอบอะไรครับ/ค่ะ
 
②私 は りんご が 好き です
Watashi wa ringo ga suki desu
ฉันชอบแอปเปิ้ลครับ/ค่ะ
 
③田中さん は りんご が 好き では ありません
Tanaka-san wa ringo ga suki dewa arimasen
คุณทานากะชอบแอปเปิ้ลไหมครับ/ค่ะ
 
④田中さん は イチゴ が 好き です
Tanaka-san wa ichigo ga suki desu
คุณทานากะชอบสตรอเบอรี่ครับ/ค่ะ
 
คำอธิบาย
1)~は~が好きです มีความหมายว่าประธานของประโยคชอบหรือไม่ชอบอะไร
โดย は เป็นคำช่วยเพื่อระบุประธาน ส่วน が เป็นคำช่วยระบุคำนามที่ชอบ เช่น
---> 私 は りんご が 好き です Watashi wa ringo ga suki desu ฉันชอบแอปเปิ้ล หรือ
---> 私 は りんご が 好き では ありません Watashi wa ringo ga suki dewa arimasen ฉันไม่ชอบแอปเปิ้ล
2)~は~が+คำคุณศัพท์+です จะมีความหมายว่าประธานมีลักษณะเป็นอย่างไร เช่น
ตัวอย่างที่ ⑤ キリン は 首 が 長い です Kirin wa kubi ga nagai desu ยีราฟคอยาว
โดย は เป็นคำช่วยเพื่อระบุว่ากำลังพูดถึงเรื่องของประธาน คือ ยีราฟ
ส่วน が เป็นคำช่วยเพื่อระบุคำนาม คือ คอ ว่ามีลักษณะอย่างไร
3)โครงสร้างประโยค ~は~が~です เป็นรูปแบบประโยคที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน จึงควรศึกษาให้เข้าใจโดยการเปรียบเทียบกับการใช้คำว่า ~は~です และการใช้คำว่า ~が~です ในบทก่อนหน้านี้ด้วย
อ่านตรงนี้หน่อยนะ !!
1)บางครั้งเราอาจเคยได้ยินคนญี่ปุ่นพูดประโยค ~は~が~です โดยไม่ใช้คำช่วยใดๆเลย เช่น
私 タイ人 好き です Watashi taijin suki desu ฉันชอบคนไทยครับ/ค่ะ
แต่ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ผู้ที่ยังไม่ได้เรียนรู้ไวยากรณ์อย่างแตกฉาน ไม่ควรพูดในลักษณะนี้โดยเด็ดขาด เพราะหากใช้คำช่วยในประโยคสั้นๆได้ไม่ถูกต้อง ในอนาคตจะไม่สามารถผูกประโยคยาวๆ ซึ่งต้องใช้คำช่วยที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นได้

คำกริยา คำคุณศัพท์

โครงสร้างภาษา
 ~ます เป็นคำกริยาในรูปคำสุภาพ โดยมีรูปแบบการใช้งาน คือ
 「V」+ます เป็นกริยาบอกเล่า
「V」+ません เป็นกริยาปฎิเสธ
 「V」+ますか เป็นกริยาคำถาม
「V」+ませんか เป็นกริยาปฏิเสธที่เป็นคำถาม
ตัวอย่าง (1)
①食べます。
tabemasu
ทานครับ/ค่ะ
 
②食べません。
tabemasen
ไม่ทานครับ/ค่ะ
 
③食べます か。
tabemasu ka
ทานไหมครับ/ค่ะ
 
④食べません か。
tabemasen ka
ไม่ทานหรือครับ/ค่ะ
 
คำอธิบาย
1)เป็นคำกริยาในรูปคำสุภาพ เปลี่ยนรูปได้ 4 ลักษณะ คือ
~ます -masu เป็นกริยาบอกเล่า
~ません -masen เป็นกริยาปฎิเสธ
~ますか -masu ka เป็นกริยาคำถาม
~ませんか -masen ka เป็นกริยาปฏิเสธที่เป็นคำถาม
อ่านตรงนี้หน่อยนะ !!
1)ในภาษาพูด จะอ่านออกเสียง ~ます ให้กระชับ โดยออกเสียงว่า mas เช่น
食べます (tabemasu) ออกเสียงเป็น tabemas
勉強しますか (benkyou shimasu ka) ออกเสียงเป็น benkyou shimas ka 

โครงสร้างภาษา
 ~ましょう เป็นคำกริยาชักชวนในรูปคำสุภาพ โดยมีรูปแบบการใช้งาน คือ
 
 「V」+ましょう เป็นการชักชวนในรูปบอกเล่า
「V」+ましょうか เป็นการชักชวนในรูปคำถาม
ตัวอย่าง (1)
①遊びましょう。
asobi mashou
เล่นกันครับ/ค่ะ
 
②遊びましょう か。
asobi mashou ka
เล่นกันไหมครับ/ค่ะ
 
③止めましょう。
yame mashou
เลิกกันเถอะครับ/ค่ะ
 
④止めましょう か。
yame mashou ka
เลิกกันไหมครับ/ค่ะ
 
คำอธิบาย
1)~ましょう เป็นคำกริยาในรูปคำสุภาพ เพื่อชักชวนคู่สนทนาให้ทำด้วยกัน
~ましょうか เป็นคำกริยาในรูปคำถาม เพื่อสอบถามหรือโน้มน้าวคู่สนทนาให้ทำด้วยกัน
อ่านตรงนี้หน่อยนะ !!
1)การใช้ ~ましょう จะใช้ควบคู่กับคำว่า いっしょに (issho ni) เพื่อให้มีความหมายที่ชัดเจนว่าเป็นการชวนให้ทำด้วยกันก็ได้ เช่น
いっしょに 勉強 しましょう (issho ni benkyou shimashou) : เรียนด้วยกันเถอะ 
โครงสร้างภาษา
 ~い เป็นคำคุณศัพท์ซึ่งขยายคำนาม โดยมีรูปแบบการใช้งาน คือ
 
 「A」+い +「N」 เป็นคำคุณศัพท์ในรูปบอกเล่า
「A」+い +「N」 เป็นคำคุณศัพท์ในรูปปฏิเสธ
ตัวอย่าง (1)
①大きい 山。
ookii yama
ภูเขาใหญ่
 
②大きくない 山。
ookikunai yama
ภูเขาไม่ใหญ่
 
③小さい 川。
chiisai kawa
แม่น้ำเล็ก
 
④小さくない 川。
chiisakunai kawa
แม่น้ำไม่เล็ก
 
คำอธิบาย
1)คำคุณศัพท์ (Adjective) คือ คำขยายคำนาม เช่น สูง ต่ำ ดำ ขาว ฯลฯ
2)คำคุณศัพท์ในกลุ่มที่ 1 จะลงท้ายด้วยคำว่า ~い เสมอ และสามารถนำไปขยายคำนามได้โดยไม่ต้องมีคำช่วย เช่น
大きい 山 (ookii yama) -> ภูเขาใหญ่
高い 山 (takai yama) -> ภูเขาสูง
3)คำคุณศัพท์ในภาษาญี่ปุ่นจะอยู่หน้าคำนามที่ต้องการขยาย เช่น いい人 (ii hito) -> คนดี
ซึ่งตรงข้ามกับภาษาไทยที่คำคุณศัพท์จะอยู่หลังคำนามที่ต้องการขยาย เช่น คนดี
4)การเปลี่ยนคำคุณศัพท์ในอยู่ในรูปปฏิเสธ ทำได้โดยเปลี่ยนคำว่า ~い เป็น ~くない เช่น
大きくない 山 (ookikunai yama) -> ภูเขาไม่ใหญ่
高くない 山 (takakunai yama) -> ภูเขาไม่สูง
อ่านตรงนี้หน่อยนะ !!
1)วิธีพูดภาษาญี่ปุ่นให้เพราะ คือ จะต้องพูดคำคุณศัพท์และคำนามให้ติดกัน เช่น
ตัวอย่างที่ 2 : 大きくない 山 (ookikunai yama) จะต้องพูดว่า ookikunaiyama
โครงสร้างภาษา
 ~な~ เป็นคำคุณศัพท์ซึ่งขยายคำนาม โดยมีรูปแบบการใช้งาน คือ
 
 「A」+な +「N」 เป็นคำคุณศัพท์ในรูปบอกเล่า
「A」+ではない +「N」 เป็นคำคุณศัพท์ในรูปปฏิเสธ
ตัวอย่าง (1)
①静か な 公園
shizuka na kouen
สวนสาธารณะที่เงียบสงบ
 
②静か ではない 公園
shizuka dewa nai kouen
สวนสาธารณะที่ไม่เงียบ
 
③丈夫 な 人
joubu na hito
คนแข็งแรง
 
④丈夫 ではない 人
joubu dewa nai hito
คนไม่แข็งแรง
 
คำอธิบาย
1)คำคุณศัพท์กลุ่มที่ 2 นี้ เมื่อนำไปขยายคำนาม จะต้องเติมคำว่า ~な ก่อน เช่น
好き な 人 (suki na hito) คนที่ชอบ
きれい な 人 (kirei na hito) คนสวย
2)ในการเปลี่ยนเป็นรูปปฏิเสธ จะต้องเติมคำว่า ~ではない
เช่น 好き ではない 人 (suki dewanai hito) คนที่ไม่ชอบ
3)คำว่า 大きい (ookii) และ 小さい (chiisai) แม้ว่าจะเป็นคำคุณศัพท์ในกลุ่มที่หนึ่ง แต่สามารถผันเสียงแบบกลุ่มที่สอง คือ
大き な 人 (ooki na hito) และ 小さ な 人 (chisa na hito) ได้
แต่จะผันเสียงในรูปปฏิเสธแบบกลุ่มที่สอง (大きい ではない) ไม่ได้ ต้องผันเสียงปฏิเสธในแบบกลุ่มที่หนึ่ง คือ 大きくない เท่านั้น
อ่านตรงนี้หน่อยนะ !!
1)วิธีพูดภาษาญี่ปุ่นให้เพราะ คือ พูดคำคุณศัพท์และคำนามที่ต้องการขยายให้ติดกัน เช่น
ตัวอย่างที่ 5 : きれい な 人 (kirei na hito) ควรพูดว่า kireinahito

การใช้คำว่า や

โครงสร้างภาษา
 ~や~ เป็นคำเชื่อมคำนามที่มีสถานะเท่ากัน โดยมีรูปแบบการใช้งาน คือ
 「N1」+や+「N2」
 「คำนาม 1」+や+「คำนาม 2」
ตัวอย่าง (1)
①パタヤ や プーケット は タイ の 観光地 です。
Patayaa ya puuketto wa tai no kankouchi desu
พัทยาและภูเก็ตเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทยครับ/ค่ะ
 
②私 の 友達 は ソムチャイ さん や クンラヤー さん です。
Watashi no tomodachi wa Somuchai san ya Kunrayaa san desu
เพื่อนของฉันได้แก่คุณสมชายและคุณกุลยาครับ/ค่ะ
 
③日本 の 都市 の 名前 は 東京 や 大阪 です。
Nihon no toshi no namae wa toukyou ya oosaka desu
ชื่อเมืองของประเทศญี่ปุ่นได้แก่โตเกียวและโอซากาครับ/ค่ะ
 
④牛 や 馬 や 象 は 動物 です。
Ushi ya uma ya zou wa doubutsu desu
วัว ม้า และช้าง เป็นสัตว์ครับ/ค่ะ
 
คำอธิบาย
1)や เป็นคำช่วย ใช้เชื่อมคำนามตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป โดยมีควมหมายว่าคำนามที่กล่าวถึงนั้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง และยังมีสิ่งอื่นที่ยังไม่ได้กล่าวถึงอยู่อีก
อ่านตรงนี้หน่อยนะ !!
1)วิธีพูดภาษาญี่ปุ่นให้เพราะ คือ พูดคำช่วยให้ติดกับคำข้างหน้า และอาจหยุดเล็กน้อย แล้วจึงพูดต่อไป เช่น
ตัวอย่างที่ 1 : パタヤやプーケットはタイの観光地です (Patayaa ya puuketto wa tai no kankouchi desu) ควรพูดว่า Patayaaya puukettowa tainokankouchidesu

การใช้คำว่า と

โครงสร้างภาษา
 ~と~ เป็นคำเชื่อมคำนามที่มีสถานะเท่ากัน โดยมีรูปแบบการใช้งาน คือ
 「N1」+と+「N2」
 「คำนาม 1」+と+「คำนาม 2」
ตัวอย่าง (1)
①きゅうり と トマト は やさい です。
Kyuuri to tomato wa yasai desu
แตงกวาและมะเขือเทศเป็นผักครับ/ค่ะ
 
②みかん と りんご は やさい では ありません。
Mikan to ringo wa yasai dewa arimasen
ส้มและแอปเปิ้ลไม่ใช่ผักครับ/ค่ะ
 
③みかん と りんご は 何 です か。
Mikan to ringo wa nan desu ka
ส้มและแอปเปิ้ลเป็นอะไรหรือครับ/ค่ะ
 
④みかん と りんご は くだもの です。
mikan to ringo wa kudamono desu
ส้มและแอปเปิ้ลเป็นผลไม้ครับ/ค่ะ
 
คำอธิบาย
1)と เป็นคำช่วย ใช้เชื่อมคำนามตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป โดยคำนามนั้นจะเป็นประธานของประโยค หรืออยู่ในสถานะอื่นก็ได้
อ่านตรงนี้หน่อยนะ !!
1)กรณีที่ใช้ と เพื่อเชื่อมคำหลายๆคำ ควรใช้ そして เป็นคำเชื่อมตัวสุดท้าย เช่น
みかん と りんご と いちご そして ぶどう は 果物 です (Mikan to ringo to ichigo to budouha kudamono desu)
ส้มและแอปเปิ้ลและสตรอเบอรี่และองุ่นเป็นผลไม้
2)วิธีพูดภาษาญี่ปุ่นให้เพราะ คือ พูดคำช่วยให้ติดกับคำข้างหน้า และอาจหยุดเล็กน้อย แล้วจึงพูดต่อไป เช่น
ตัวอย่างที่ 2 : みかんとりんごは野菜ではありません (Mikan to ringo wa yasai dewa arimasen) ควรพูดว่า Mikanto ringowa yasaidewaarimasen