วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2557

การใช้คำว่า や

โครงสร้างภาษา
 ~や~ เป็นคำเชื่อมคำนามที่มีสถานะเท่ากัน โดยมีรูปแบบการใช้งาน คือ
 「N1」+や+「N2」
 「คำนาม 1」+や+「คำนาม 2」
ตัวอย่าง (1)
①パタヤ や プーケット は タイ の 観光地 です。
Patayaa ya puuketto wa tai no kankouchi desu
พัทยาและภูเก็ตเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทยครับ/ค่ะ
 
②私 の 友達 は ソムチャイ さん や クンラヤー さん です。
Watashi no tomodachi wa Somuchai san ya Kunrayaa san desu
เพื่อนของฉันได้แก่คุณสมชายและคุณกุลยาครับ/ค่ะ
 
③日本 の 都市 の 名前 は 東京 や 大阪 です。
Nihon no toshi no namae wa toukyou ya oosaka desu
ชื่อเมืองของประเทศญี่ปุ่นได้แก่โตเกียวและโอซากาครับ/ค่ะ
 
④牛 や 馬 や 象 は 動物 です。
Ushi ya uma ya zou wa doubutsu desu
วัว ม้า และช้าง เป็นสัตว์ครับ/ค่ะ
 
คำอธิบาย
1)や เป็นคำช่วย ใช้เชื่อมคำนามตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป โดยมีควมหมายว่าคำนามที่กล่าวถึงนั้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง และยังมีสิ่งอื่นที่ยังไม่ได้กล่าวถึงอยู่อีก
อ่านตรงนี้หน่อยนะ !!
1)วิธีพูดภาษาญี่ปุ่นให้เพราะ คือ พูดคำช่วยให้ติดกับคำข้างหน้า และอาจหยุดเล็กน้อย แล้วจึงพูดต่อไป เช่น
ตัวอย่างที่ 1 : パタヤやプーケットはタイの観光地です (Patayaa ya puuketto wa tai no kankouchi desu) ควรพูดว่า Patayaaya puukettowa tainokankouchidesu

การใช้คำว่า と

โครงสร้างภาษา
 ~と~ เป็นคำเชื่อมคำนามที่มีสถานะเท่ากัน โดยมีรูปแบบการใช้งาน คือ
 「N1」+と+「N2」
 「คำนาม 1」+と+「คำนาม 2」
ตัวอย่าง (1)
①きゅうり と トマト は やさい です。
Kyuuri to tomato wa yasai desu
แตงกวาและมะเขือเทศเป็นผักครับ/ค่ะ
 
②みかん と りんご は やさい では ありません。
Mikan to ringo wa yasai dewa arimasen
ส้มและแอปเปิ้ลไม่ใช่ผักครับ/ค่ะ
 
③みかん と りんご は 何 です か。
Mikan to ringo wa nan desu ka
ส้มและแอปเปิ้ลเป็นอะไรหรือครับ/ค่ะ
 
④みかん と りんご は くだもの です。
mikan to ringo wa kudamono desu
ส้มและแอปเปิ้ลเป็นผลไม้ครับ/ค่ะ
 
คำอธิบาย
1)と เป็นคำช่วย ใช้เชื่อมคำนามตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป โดยคำนามนั้นจะเป็นประธานของประโยค หรืออยู่ในสถานะอื่นก็ได้
อ่านตรงนี้หน่อยนะ !!
1)กรณีที่ใช้ と เพื่อเชื่อมคำหลายๆคำ ควรใช้ そして เป็นคำเชื่อมตัวสุดท้าย เช่น
みかん と りんご と いちご そして ぶどう は 果物 です (Mikan to ringo to ichigo to budouha kudamono desu)
ส้มและแอปเปิ้ลและสตรอเบอรี่และองุ่นเป็นผลไม้
2)วิธีพูดภาษาญี่ปุ่นให้เพราะ คือ พูดคำช่วยให้ติดกับคำข้างหน้า และอาจหยุดเล็กน้อย แล้วจึงพูดต่อไป เช่น
ตัวอย่างที่ 2 : みかんとりんごは野菜ではありません (Mikan to ringo wa yasai dewa arimasen) ควรพูดว่า Mikanto ringowa yasaidewaarimasen

การใช้คำว่า も

โครงสร้างภาษา
 ~も~ เป็นคำช่วยขยายประธาน เพื่ออธิบายว่าประธานก็เป็นเช่นอย่างนั้นด้วยเช่นเดียวกัน โดยมีรูปแบบการใช้งาน คือ
 「N1」+も+「N2」+です。
 「ประธาน」+も+「คำอธิบายประธาน」+です。
ตัวอย่าง (1)
①あなた も 学生 です か
Anata mo gakusei desu ka
คุณก็เป็นนักเรียนใช่ไหมครับ/ค่ะ
 
②はい、私 も 学生 です
hai, watashi mo gakusei desu
ใช่ ฉันก็เป็นนักเรียนครับ/ค่ะ
 
③田中さん も 学生 です か
Tanaka san mo gakusei desuka
คุณทานากะก็เป็นนักเรียนใช่ไหมครับ/ค่ะ
 
④いいえ、田中さん は 学生 ではありません。田中さん は 先生 です
Iie, Tanaka san wa gakusei dewa arimasen. Tanaka san wa sensei desu.
ไม่ใช่ คุณทานากะไม่ใช่นักเรียน คุณทานากะเป็นอาจารย์ครับ/ค่ะ
 
คำอธิบาย
1)も มีความหมายตรงกับคำว่า "ก็" ในภาษาไทย ทำหน้าที่ขยายประธานเพื่อให้ทราบว่าประธานกับประโยคก่อนหน้านั้นด้วยเช่นเดียวกัน

การแสดงความเป็นเจ้าอขง

โครงสร้างภาษา
 ~の~ เป็นคำช่วยเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ โดยมีรูปแบบการใช้งาน คือ
 「N1」+の+「N2」
 「ประธาน」+の+「คำนาม」
ตัวอย่าง (1)
①私 の 名前 は 山田 です。
Watashi no namae wa takashi desu
ฉันชื่อยามาดะครับ/ค่ะ (ชื่อของฉันคือยามาดะครับ/ค่ะ)
 
②私 の ペット は 犬 です。
Watashi no petto wa inu desu
สัตว์เลี้ยงของฉันคือสุนัขครับ/ค่ะ
 
③私 の ペット の 名前 は ポチ です。
Watashi no petto no namae wa pochi desu
สัตว์เลี้ยงของฉันชื่อโปจิครับ/ค่ะ (ชื่อของสัตว์เลี้ยงของฉันคือโปจิครับ/ค่ะ)
 
④ポチ は 私 の ペット です。
Pochi wa watashi no petto desu
โปจิเป็นสัตว์เลี้ยงของฉันครับ/ค่ะ
 
คำอธิบาย
1)の เป็นคำช่วยเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ เช่น 私の本 (Watashi no hon) หนังสือของฉัน
2)การใช้ の จะใช้หลายครั้งเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของซ้อนกันก็ได้ เช่น
私の友達の本 (watashi no tomodachi no hon) หนังสือของเพื่อนของฉัน
อ่านตรงนี้หน่อยนะ !!
1)วิธีพูดภาษาญี่ปุ่นให้เพราะ คือ พูดคำช่วยให้ติดกับคำข้างหน้า และอาจหยุดเล็กน้อย แล้วจึงพูดต่อไป เช่น
ตัวอย่างที่ 3 : 私のペットの名前はポチです (Watashi no petto no namae wa pochi desu) ควรพูดว่า Watashino pettononamaewa pochidesu

ประโยคคำถาม

ครงสร้างภาษา
 ~は~ですか เป็นประโยคคำถาม โดยมีรูปแบบการใช้งาน คือ
 「N1」+は+「N2」+ですか。
 「ประธาน」+は+「คำอธิบายประธาน」+ですか。
ตัวอย่าง (1)
①あなた は 田中さん です か。
Anata wa Tanakasan desu ka
คุณคือคุณทานากะหรือเปล่าครับ/ค่ะ
 
②はい、私 は 田中 です。
Hai, watashi wa Tanaka desu
ใช่ ฉันชื่อทานากะครับ/ค่ะ
 
③田中さん は 日本人 ですか。
Tanakasan wa nihonjin desu ka
คุณทานากะเป็นคนญี่ปุ่นหรือเปล่าครับ/ค่ะ
 
④はい、日本人 です。
Hai, nihonjin desu
ใช่ คนญี่ปุ่นครับ/ค่ะ
 
คำอธิบาย
1)は เป็นคำช่วยเพื่อระบุว่าคำนามก่อนหน้านั้น คือ ประธานของประโยค โดยอ่านออกเสียงว่า わ (wa)
2)ですか เป็นคำจบประโยคบอกเล่าอย่างสุภาพ
3)กรณีที่ทราบอยู่แล้วว่าประธานของประโยคคืออะไร จะพูดเฉพาะส่วนขยายประธานก็ได้ เช่น
ตัวอย่างที่ 4 : はい、(私は)日本人です Hai, (watashi wa) nihonjin desu : ใช่ (ฉันเป็น)คนญี่ปุ่นครับ/ค่ะ
4)กรณีที่ฝ่ายตรงข้ามพูดประโยคบอกเล่า แล้วเราทวนประโยคนั้นด้วยประโยคคำถาม จะเป็นการถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้งหนึ่ง เช่น
ตัวอย่างที่ 6 : いいえ、私は先生です ไม่ ฉันเป็นอาจารย์ครับ/ค่ะ
ตัวอย่างที่ 7 : 先生ですか อาจารย์หรือครับ/ค่ะ (ถามย้ำให้มั่นใจ)
อ่านตรงนี้หน่อยนะ !!
1)ですか เป็นคำถามอย่างสุภาพ ใช้ได้ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน
2)ในภาษาพูด มักจะออกเสียง ですか ให้กระชับ โดยออกเสียงว่า des ka และขึ้นเสียงสูงเพื่อให้เป็นประโยคคำถาม
3)วิธีพูดภาษาญี่ปุ่นให้เพราะ คือ พูดคำช่วยให้ติดกับคำข้างหน้า และอาจหยุดเล็กน้อย แล้วจึงพูดต่อไป เช่น
ตัวอย่างที่ 1 : Anata wa tanakasan desu ka ควรพูดว่า Anatawa tanakasandeska

ประโยคปฏิเสธ

โครงสร้างภาษา
 ~は~ではありません เป็นประโยคปฎิเสธอย่างสุภาพ โดยมีรูปแบบการใช้งาน คือ
 「N1」+は+「N2」+でありません。
 「ประธาน」+は+「คำอธิบายประธาน」+でありません。
ตัวอย่าง (1)
①あなた は 大人 では ありません。
Anata wa otona dewa arimasen
คุณไม่ใช่ผู้ใหญ่ครับ/ค่ะ
 
②私 は 中国人 では ありません。
Watashi wa chuugokujin dewa arimasen
ฉันไม่ใช่คนจีนครับ/ค่ะ
 
③私 は ソムチャイ では ありません。
Watashi wa somuchai dewa arimasen
ผมไม่ใช่สมชายครับ
 
④先生 では ありません。
Sensei dewa arimasen
ไม่ใช่อาจารย์ครับ/ค่ะ
 
คำอธิบาย
1)は เป็นคำช่วยเพื่อระบุว่าคำนามที่อยู่ก่อนหน้านั้น คือ ประธานของประโยค โดยอ่านออกเสียงว่า わ (wa)
2)ではありません เป็นคำจบประโยคปฏิเสธอย่างสุภาพ โดยอ่านออกเสียงว่า でわありません
3)กรณีที่ทราบอยู่แล้วว่าประธานของประโยคคืออะไร จะไม่พูดทั้งประธานและ は ก็ได้ เช่น
ตัวอย่างที่ 4 : (私は)先生ではありません (ฉัน)ไม่ใช่อาจารย์ครับ/ค่ะ
อ่านตรงนี้หน่อยนะ !!
1)ではありません เป็นภาษาเขียน เวลาจะพูดมักใช้ว่า じゃありません (ja arimasen)
2)วิธีพูดภาษาญี่ปุ่นให้เพราะ คือ พูดคำช่วยให้ติดกับคำข้างหน้า และอาจหยุดเล็กน้อย แล้วจึงพูดต่อไป เช่น
ตัวอย่างที่ 3 : Watashi wa somuchai dewa arimasen ควรพูดว่า Watashiwa somuchaidewaarimasen หรือ Watashiwa somuchaijaarimasen

ประโยคบอกเล่า

โครงสร้างภาษา
 ~は~です เป็นประโยคบอกเล่าที่สุภาพ โดยมีรูปแบบการใช้งาน คือ
 「N1」+は+「N2」+です。
 「ประธาน」+は+「คำอธิบายประธาน」+です。
ตัวอย่าง (1)
①あなた は 日本人 です。
Anata wa nihonjin desu
คุณเป็นคนญี่ปุ่นครับ/ค่ะ
 
②私 は タイ人 です。
Watashi wa taijin desu
ฉันเป็นคนไทย
 
③私 は ソムチャイ です。
Watashi wa somuchai desu
ผมชื่อสมชาย
 
④大学生 です。
Daigakusei desu
นักศึกษาครับ/ค่ะ
 
คำอธิบาย
1)は เป็นคำช่วยเพื่อระบุว่าคำนามที่อยู่ก่อนหน้านั้น คือ ประธานของประโยค โดยอ่านออกเสียงว่า わ (wa)
2)です เป็นคำจบประโยคบอกเล่าอย่างสุภาพ
3)กรณีที่ทราบอยู่แล้วว่าประธานของประโยคคืออะไร จะไม่พูดทั้งประธานและ は ก็ได้ เช่น
ตัวอย่างที่ 4 : (私は)大学生です : (ฉันเป็น) นักศึกษาครับ/ค่ะ
อ่านตรงนี้หน่อยนะ !!
1)です เป็นคำจบประโยคอย่างสุภาพ ใช้ได้ทั้งในภาษาพูดและภาษาเขียน ผู้ที่เริ่มศึกษาภาษาญี่ปุ่นควรใช้คำว่า です ในการพูดทุกครั้ง
2)ในภาษาพูด มักจะออกเสียง です ให้กระชับ โดยออกเสียงว่า des
3)การเรียกชื่อคน เมื่อจะเรียกชื่อผู้อื่นให้เติมคำว่า さん เพื่อให้เกียรติ แต่หากเรียกชื่อตนเองไม่ต้องมีคำว่า さん เช่น
ตัวอย่างที่ 3 : 私 は ソムチャイ です (Watashi wa somuchai desu) : ผมชื่อสมชายครับ
ตัวอย่างที่ 5 : ソムチャイ さん は タイ人 です (Somuchaisan wa taijin desu) : คุณสมชายเป็นคนไทยครับ/ค่ะ
4)คำช่วย เป็นคำที่มีความสำคัญมากในภาษาญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมื่อใช้ประโยคยาวๆที่มีคำนามหลายคำ คำนามแต่ละคำจะต้องตามท้ายด้วยคำช่วยเสมอ เพื่อให้รู้ว่าคำนามนั้นมีหน้าที่อย่างไรในประโยค
5)ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาไวยากรณ์ญี่ปุ่น จะใช้คำช่วยผิดบ่อยๆ หรือบางคนก็จะไม่ใช้คำช่วยเลย จึงทำให้ไม่สามารถสื่อสารประโยคยาวๆกับคนญี่ปุ่นได้ อีกทั้งยังทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิดได้ง่าย ดังนั้น จึงควรฝึกฝนและใช้คำช่วยเสมอ
6)วิธีพูดภาษาญี่ปุ่นให้เพราะ คือ พูดคำช่วยให้ติดกับคำข้างหน้า และอาจหยุดเล็กน้อย แล้วจึงพูดต่อไป
เช่น ตัวอย่างที่ 2 : Watashi wa taijin desu ควรพูดว่า watashiwa taijindesu